วิเคราะห์ผลประมูลเดือนกันยายน 2560

ผลการประมูลเดือนกันยายนไม่ได้แย่กว่าที่คาดการณ์ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสาเหตุสินค้ามีจำนวนลดน้อยลง
ส่งผลให้ราคาสามารถยืนตัวได้ จำนวนสัดส่วนผู้ซื้อในงานประมูลคิดเป็น 50% ของคู่ค้าใหม่และ 50% จากฐานคู่ค้าเดิม   แสดงให้เห็นว่ายังมีความต้องการเครื่องจักรที่กำลังเดินทางมา

ราคาสินค้าในงานประมูลปรับตัวลดลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา และคาดว่าน่าจะเป็นจุดต่ำสุดในรอบปีนี้
ทั้งนี้กำลังซื้อในตลาดยังต้องพึ่งพิงโครงการต่างๆจากทางภาครัฐมาสนับสนุน
ซึ่งน่าจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามลำดับจากโครงการต่างๆที่ทางภาครัฐได้ออกประกาศไปแล้ว
ซึ่งจะเป็นแม่แรงหลักที่ส่งกำลังไปยังธุรกิจต่างๆให้กระเตื้องขึ้น ถึงอย่างไรก็ตามแนวโน้มราคาสินค้าเกษตร
น่าจะยังไปต่อได้ดี ส่งเสริมให้การใช้เครื่องมือและเครื่องจักรการเกษตรมากขึ้น น่าจะเป็นอีกช่องทางที่สามารถ
ทำให้เกิดความต้องการเครื่องจักรเพิ่มขึ้นได้

ราคาประมูลเดือนกันยายน 2560 เปรียบกับเดือนสิงหาคม2560

  • รถขุดขนาด 1-5 ตัน  ราคาปรับลดลงมาเล็กน้อย
  • รถขุดขนาด 6-12 ตัน    ราคาปรับลดลงมาเล็กน้อย
  • รถฟอลค์ลิฟไฟฟ้าและเครื่องยนต์ขนาด1.5 -5.0 ตัน  ราคาปรับลดลงมาเล็กน้อย
  • รถตักล้อยางขนาดต่างๆ ราคายังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • รถฟาร์มแทรกเตอร์และอุปกรณ์เครื่องมือการเกษตร  ราคาทปรับลดลงมาเล็กน้อย
  • รถเครน ราคาปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • เครื่องจักรงานโยธา เช่น รถบด ราคายังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • เครื่องจักรโรงงานและเครื่องจักรงานก่อสร้างเบ็ดเตล็ด ราคาทรงตัวจากที่ปรับลดลงมาก่อนหน้า

 

ข้อสังเกตุ ;จากโครงการต่างๆที่ล่าช้าออกไปเรื่อยๆ เริ่มส่งผลไม่ดีต่อราคาเครื่องจักรใช้แล้วอย่างเป็นรูปธรรม

[ผลประมูลนี้เฉพาะงานประมูลของทางบริษัทฯเท่านั้น ทั้งนี้อาจมีความแตกต่างจากสภาพตลาดทั่วไป]

……………………………

กรมทางหลวงรายงาน ครม.สัญจรแผนลงทุน 6 มอเตอร์เวย์ 2.8 แสนล้าน เสริมโลจิสติกส์ภาคกลาง

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่ จ.สุพรรณบุรี-อยุธยา
ทางกรมทางหลวง (ทล.) จะรายงานเพื่อทราบถึงโครงการที่ตอบสนองการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ในพื้นที่ภาคกลาง
มีโครงการใหญ่ คือ มอเตอร์เวย์ 6 สาย เงินลงทุนรวมประมาณ 280,600 ล้านบาท

ได้แก่ สายนครปฐม-ชะอำ ขนาด 4 ช่องจราจร ระยะทาง 118 กม. วงเงินลงทุน 80,600 ล้านบาท
มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ 17% แผนดำเนินงานก่อสร้าง ปี 2562 – 2565 ได้รับการบรรจุ
ในแผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ปี พ.ศ. 2558 – 2562 ของคณะกรรมการนโยบาย
การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ

สายบางบัวทอง-บางปะอิน โดยจะก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ด้านตะวันตก
ช่วงบางบัวทอง – บางปะอิน ให้ควบคุมการเข้าออกอย่างสมบูรณ์ และก่อสร้างด่านเก็บค่าผ่านทางถาวร
ระยะทาง 32 กม.จะออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จในปี 2561

สายต่อเชื่อมโทลล์เวย์จากรังสิต-บางปะอิน มอเตอร์เวย์เก็บค่าผ่านทาง ขนาด 6 ช่องจราจร
เป็นทางยกระดับบน ถ.พหลโยธิน ระยะทาง 18 กม. วงเงินลงทุน 25,000 ล้านบาท

สายทางยกระดับธนบุรี-ปากท่อ บนถนนพระราม2 ขนาด 6 ช่องจราจร ระยะทาง 75 กม.
เงินลงทุน 89,000 ล้านบาท

สายบางปะอิน-นครสวรรค์ ขนาด 4-8 ช่องจราจร ระยะทาง 206 กม. วงเงินลงทุน 40,000 ล้านบาท
อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) 35%

และสายกาญจนบุรี-บ้านพุน้ำร้อน ขนาด 4 ช่องจราจร ระยะทาง 78 กม. วงเงินลงทุน 46,000 ล้านบาท

โดยโครงการเร่งด่วนเตรียมจะของบประมาณปี 2562 คือ สายธนบุรี-ปากท่อ และสายบางบัวทอง-บางปะอิน

……………………………

คลองผันน้ำคู่ขนานวงแหวนรอบที่ 3 โปรเจ็กต์หมื่นล้าน รับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ-ปริมณฑล

 

สืบเนื่องจากปัญหานํ้าท่วมที่เกิดขึ้นในปี 2554 พบว่าแม่นํ้าเจ้าพระยามีความกว้างและใหญ่
เป็นพื้นที่ราบทำให้การระบายนํ้าไม่ทันในกรณีที่มีฝนตกจำนวนมาก ดังนั้น
จำเป็นที่ต้องมีคลองผันนํ้ามาช่วยเพิ่มอัตราการไหลของนํ้าที่มาจากแม่นํ้าเจ้าพระยาตอนเหนือ
ไปสู่พื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อให้เกิดการส่งนํ้าไปที่คลองผันนํ้าก่อนที่จะไหลลงสู่อ่าวไทย

ขณะนี้องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) ให้ความช่วยเหลือในการศึกษาความเหมาะสม
โดยมีแนวคิดที่ใช้ประโยชน์ทั้ง 2 โครงการมาบูรณาการให้มีคลองผันนํ้าอยู่ทางด้านขวาของแม่นํ้าเจ้าพระยา
หรือฝั่งตะวันออก คู่ขนานไปกับถนนวงแหวนรอบที่ 3 ของกรมทางหลวง (ทล.)
จึงจัดเป็นเมกะโปรเจ็กต์ระดับหมื่นล้านบาทที่รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างการเร่งผลักดัน
เตรียมนำเสนอสู่การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) สัญจรที่จังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
วันที่ 18-19 กันยายนนี้เพื่อขอความเห็นชอบหลักการ ก่อนเร่งออกแบบรายละเอียดในปีหน้าและก่อสร้างปี 2564
เพื่อให้แล้วเสร็จปี 2568

สำหรับแนวเส้นทางถนนวงแหวนรอบที่ 3 เริ่มต้นจากที่บริเวณทางหลวงหมายเลข 32
ถนนสายเอเซีย กม.ที่ 13+790 ต.บ้านกรด ต.คุ้งลาน อ.บางปะอิน
ตัดตรงก่อนยกระดับข้ามมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-นครราชสีมา แล้วตัดผ่าน ต.หันตะเภา ถ.พหลโยธิน
ทางหลวงหมายเลข 1 อ.วังน้อย ผ่าน ต.หันตะเภา ถ.พหลโยธิน อ.หนองเสือ อ.คลองหลวง-คลองสิบ จ.ปทุมธานี
แล้วไปตัดเชื่อมกับถนนหมายเลข 305 (รังสิต-นครนายก) บริเวณ กม.25+850 หรือใกล้ชุมชนคลองสิบ
จากนั้นแนวเส้นทางจะผ่านสนามกอล์ฟลำลูกกา ยกระดับข้ามถนนลำลูกกาผ่านเขตหนองจอก แขวงโคกแฝด
สนามกอล์ฟปัญญา ปาร์ค ตัดข้ามถนนสาย 304 แขวงลำผักชี แขวงลำปลาทิว พื้นที่เขตลาดกระบัง
และคู่ขนานไปกับรั้วสนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนที่จะไปตัดกับมอเตอร์เวย์สายกรุงเทพฯ-ชลบุรี บริเวณ
กม.23+900 จากนั้นตัดตรงกับ–ถ. บางนา-ตราด กม. ที่ 24 ทางด้านตะวันตกของชุมชนในพื้นที่
อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ

ในส่วนคลองผันนํ้า กว้าง 160 เมตร ยาว 110 กม. แนวเส้นทางเริ่มต้นจากจุดเชื่อมแม่นํ้าป่าสัก
และแม่นํ้าเจ้าพระยามาบรรจบกันที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ผ่านปทุมธานี นนทบุรี
ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิ 10 กม. แล้ว นํ้าไหลลงสู่อ่าวไทยที่บางปู จ.สมุทรปราการ
โดยคาดการณ์ปริมาณนํ้าผ่านคลองผันนํ้า 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ทั้งนี้จากผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่ามีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ 17%
โดยจะมีการออกแบบให้มีพื้นที่รับนํ้าหรือแก้มลิงในคลองผันนํ้าด้วย กรณีที่นํ้ามามากต้องมีที่พักนํ้า
รวมทั้งคลองดังกล่าวมีระยะทางค่อนข้างยาวจึงต้องศึกษาให้มีผลกระทบน้อยที่สุด
ขณะเดียวกันมองเรื่องมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วย
ส่วนงบประมาณขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปคาดว่าจะใช้ไม่น้อยกว่าหลักหมื่นล้านบาท
เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่เมื่อออก แบบรายละเอียดแล้วเสร็จจึงจะทราบมูลค่าโครงการที่ชัดเจน
เช่นเดียวกับพื้นที่เวนคืน

โครงการดังกล่าวนี้จัดเป็น 1 ใน 9 โครงการของแผนบริหารจัดการนํ้าของประเทศ
โดยในครั้งนี้ไจก้าต้องการให้เกิดการบูรณาการร่วมกันระหว่างคลองผันนํ้าในแม่นํ้าเจ้าพระยา
และงานถนนวงแหวนรอบที่ 3 ซึ่งเดิมนั้นทล. ได้ดำเนินโครงการศึกษาการก่อสร้างทางหลวงสายวงแหวนรอบนอก
กรุงเทพมหานครรอบที่ 3 ด้านตะวันออก และในปี 2561 จะเริ่มดำเนินการออกแบบรูปแบบเส้นทางไป-กลับ
ให้เป็นถนนกว้าง 80 เมตร ยาว 97 กม. ขนาด 4 ช่องจราจร และ 6 ช่องจราจรในช่วงย่านชุมชน

……………………………….

เริ่มอบรมวิศวกรจีน 77 คน ชุดแรกลุยรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-โคราช

วิศวกรจีนชุดแรก 77 คนเข้ารับการทดสอบ “รถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-โคราช” แล้วเพื่อเร่งออกใบรับรอง
ขณะที่การประชุมครั้งที่ 21 หารือถึงแผนหารือรายละเอียดสัญญา 2.3
(ระบบราง ไฟฟ้าเครื่องกล จัดหาขบวนรถ และอบรมบุคลากร) และวางแผน เส้นทางโคราช-หนองคาย

“คมนาคม”ระบุ รถไฟไทย-จีนเริ่มนับหนึ่ง 9 ต.ค.นี้ ลุยรับรองแบบ 3.5 กม. คาดตอกเข็ม
หลังต.ค. ส่วนไฮสปีด กรุงเทพ-หัวหิน ชงสคร.คู่ขนานขออนุมัติ EIA ขณะที่กรุงเทพ-ระยอง
รฟท.เตรียมหารือ คณะทำงานกลั่นกรองEEC 28 ก.ย. สรุปรายงานพร้อมเชื่อม 3 สนามบิน
ก่อนชง EEC ใน ต.ค.นี้

รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้การทดสอบวิศวกรจีนในโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา
รุ่นที่ 1 จัดโดยสภาวิศวกร ในวันที่ 25 กันยายน 2560 ณ เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน
มีวิศวกรจีนเข้าร่วมการทดสอบจำนวน 77 คน หัวข้อการทดสอบประกอบด้วย

1. ด้านกฎหมายและจรรยาบรรณของวิศวกรในประเทศไทย

2. ด้านเทคนิคเกี่ยวกับสภาพทั่วไปของประเทศไทย เช่น สภาพชั้นดินและธรณีวิทยา
น้ำและการระบายน้ำ ตลอดจนความปลอดภัยในทางวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม
เมื่อวิศวกรจีนผ่านการทดสอบทางสภาวิศวกรไทยจะออกใบรับรองเพื่อนำไปใช้ในโครงการรถไฟไทย-จีนต่อไป

นอกจากนี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายหวัง เสี่ยวเทา
รองผู้อำนวยการคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน ได้เยี่ยมชมการฝึกอบรมและทดสอบวิศวกรจีน
ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีนอีกด้วย

ทั้งนี้ นายอาคม และนายหวัง เสี่ยวเทา ได้ร่วมลงนามบันทึกผลการประชุมคณะกรรมการร่วม
เพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 21 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2560
ณ นครเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งที่ประชุมได้หารือรายละเอียดสัญญา 2.3
(ระบบราง ไฟฟ้าเครื่องกล จัดหาขบวนรถ และอบรมบุคลากร)
รวมถึงการวางแผนเพื่อเริ่มต้นโครงการรถไฟระยะต่อไป จากเส้นทางนครราชสีมา-หนองคาย

และก่อนหน้านี้ฝ่ายไทยและจีนได้ลงนามสัญญา Engineering Procurement Construction (EPC)
ทั้งงานออกแบบ และงานควบคุมงานในโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา
ระยะทาง 252.35 กิโลเมตร วงเงิน 179,412.21 ล้านบาท

นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคมเปิดเผยภายหลังประชุมติดตามโครงการ
ในแผนปฏิบัติการลงทุนด้านคมนาคมขนส่ง (Action Plan) ปี 2559 รวม 20 โครงการ
วงเงิน 1,383,938.89 ล้านบาท ว่า ในการดำเนินโครงการความร่วมมือไทย-จีนในการพัฒนารถไฟความเร็วสูง
ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา ระยะทาง 252.35 กิโลเมตร วงเงิน 179,412.21 ล้านบาท
ซึ่งได้ลงนามในสัญญาออกแบบ( 2.1) และสัญญาควบคุมงาน ( 2.2) แล้ว
และจะเริ่มนับเริ่มต้นโครงการหลังจากลงนามสัญญา 35 วัน คือตั้งแต่ วันที่ 9 ต.ค. นี้

ทั้งนี้ ได้มีการฝึกอบรมวิศวกรจีนชุดแรกจำนวน 77 คนได้ดำเนินการ ซึ่งเมื่อวิศวกรจีนผ่านการอบรม
และได้รับการรับรองจากสภาวิศวกรไทยและสภาสถาปนิกไทยแล้ว จึงจะลงนามรับรองแบบรายละเอียด
ช่วงสถานีกลางดง-ปางอโศก ระยะทาง 3.5 กม.ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อจัดส่งให้ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย
(รฟท.)ได้ประมาณกลางเดือน ต.ค. ส่วนการก่อสร้าง ซึ่งดำเนินการโดยกรมทางหลวง(ทล.) นั้น
คาดว่าจะเริ่มหลังจากพ้นเดือนต.ค.ไปก่อน

สำหรับการทดสอบวิศวกรจีน รุ่นที่ 1 จัดโดยสภาวิศวกร ในวันที่ 25 ก.ย. 2560
ณ เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีหัวข้อการทดสอบประกอบด้วย

1. ด้านกฎหมายและจรรยาบรรณของวิศวกรในประเทศไทย

2. ด้านเทคนิคเกี่ยวกับสภาพทั่วไปของประเทศไทย เช่น สภาพชั้นดินและธรณีวิทยา
น้ำและการระบายน้ำ ตลอดจนความปลอดภัยในทางวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม
เมื่อวิศวกรจีนผ่านการทดสอบทางสภาวิศวกรไทยจะออกใบรับรองเพื่อนำไปใช้ในโครงการรถไฟไทย-จีนต่อไป

ส่วนการ ประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 21 เมื่อ
วันที่ 22 กันยายน 2560ณ นครเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้หารือรายละเอียดสัญญา 2.3
(ระบบราง ไฟฟ้าเครื่องกล จัดหาขบวนรถ และอบรมบุคลากร) รวมถึงการวางแผนเพื่อเริ่มต้นโครงการรถไฟ
ระยะต่อไป จากเส้นทางนครราชสีมา – หนองคาย

สำหรับรถไฟทางคู่ 5 เส้นทาง ช่วงนครปฐม-หัวหิน,หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์,ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร,
ลพบุรี-ปากน้ำโพ,มาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ซึ่งมีการปรับจาก 5 สัญญาเป็น 13 สัญญา
จะต้องมีการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ โดยคาดว่า รฟท.เสนอรายงานมายังกระทรวงคมนาคม
ภายในสัปดาห์นี้ ในขณะเดียวกันจะนำเสนอผลการประมูลไปยังซุปเปอร์บอร์ดจัดซื้อฯด้วย

ซึ่งขณะนี้ประมูลแล้ว 9 สัญญา โดยสัญญาที่ 10 ช่วงสถานีโคราช ต้องรอการปรับแบบเป็นทางยกระดับก่อน
ส่วนอีก 3 สัญญาเป็นระบบอาณัติสัญญาณ คาดว่าจะเริ่มประมูลได้ก่อนปลายปีนี้

ส่วนรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-หัวหิน ระยะทาง 211 กม. ขณะนี้ได้ส่งข้อมูลไปยังสคร.แล้ว
รวมถึงได้ส่งรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)ไปยังสผ. เมื่อวันที่ 11 ก.ย.
แล้วกรณีมีการปรับเปลี่ยนแนวเส้นทาง หลังจากรับฟังความเห็นจากประชาชน
รอการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ส่วนรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-ระยอง ระยะทาง 193 กม.
เนื่องจากผลการศึกษา รวม 3 สนามบิน ทางรฟท.จะหารือร่วมกับคณะทำงานกลั่นกรอง
ของคณะกรรมการ EEC ในวันที่ 28 ก.ย. ก่อนจะสรุปผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์
จากนั้น ต.ค.จะเสนอคณะกรรมการ EEC เข้าสู่ PPP Fast Track ต่อไป

อย่างไรก็ตาม โครงการใน Action Plan 59 ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ขณะนี้มี 8 โครงการ
ซึ่งเป็นไปตามแผน ได้แก่ รถไฟทางคู่ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น คืบหน้า 36.71% ,
โครงการพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่งA ท่าเรือแหลมฉบัง คืบหน้า 89.42% ,
โครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง คืบหนา 62.08% ,
มอเตอร์เวย์ สายบางปะอิน-นครราชสีมา คืบหน้า 16.16% ,สายบางใหญ่-กาญจนบุรี คืบหน้า 3.32% ,
รถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี คืบหน้า 2% สุวรรณภูมิ เฟส 2 อยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 งาน
จากทั้งหมด 8 งาน

……………………….

เปิดพิมพ์เขียว 62 จังหวัด ระบบรางเชื่อมลาว-จีน

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 25 กันยายน 2560 – 16:11 น.

พิมพ์เขียวแผนแม่บท 20 ปี พัฒนาระบบราง ครอบคลุม 62 จังหวัด เชื่อมอีอีซี ลาว จีน มาเลย์ สิงคโปร์
ทุ่ม 2.7 ล้านล้าน ยกเครื่องรถไฟทางคู่มุ่งไฮสปีดเทรน อัพเกรดระบบเป็นไฟฟ้า ดึงเอกชนลงทุน 7.2 แสนล้าน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่าวันที่ 22 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่ง
และจราจร (สนข.) จัดรับฟังความคิดเห็น โครงการศึกษาแผนแม่บทการพัฒนาโครงข่ายทางรถไฟสนับสนุน
เขตเศรษฐกิจพิเศษ การท่องเที่ยวและการพัฒนาพื้นที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ประกอบด้วยแผนพัฒนาระบบราง ครอบคลุม 62 จังหวัดทั่วประเทศ
ช่วง 20 ปีจากนี้ไปก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต้นปี 2561

พิมพ์เขียวระบบรางทั่วประเทศ

นายชยธรรม์ พรหมศร รองผู้อำนวยการสนข.เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บท (มาสเตอร์แพลน)
การพัฒนาโครงข่ายรถไฟทั้งประเทศ เป็นแกนหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจ สนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ 10 จังหวัด
การท่องเที่ยวและการพัฒนาพื้นที่ ให้สอดคล้องกับนโยบายยุทธศาสตร์ประเทศ 20 ปี
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง
การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(อีอีซี) เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางและขนส่งสินค้าระหว่างเมือง
และประเทศในภูมิภาค เช่น สปป.ลาว จีน มาเลเซีย สิงคโปร์

สร้างความมั่นใจนักลงทุน

อีกทั้งสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่สำคัญ ๆ เช่น ประตูการค้า อีอีซี
เนื่องจากระบบโครงสร้างพื้นฐานเป็นหัวใจหลัก เนื่องจากจะลดต้นทุนด้านการขนส่ง
และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ

“แผนแม่บทระบบรางเคยศึกษาเมื่อปี 2553 แต่ไม่ครอบคลุมทั้งหมด ตอนนั้นยังไม่มีอีอีซี เขตเศรษฐกิจพิเศษ
รถไฟความเร็วสูง ไม่ได้จัดลำดับความสำคัญของโครงการ จึงทบทวนมาสเตอร์แพลนใหม่ ปลายปีนี้จะแล้วเสร็จ
ต้นปี 2561จะนำเสนอกระทรวงคมนาคมและ ครม.เพื่อให้หน่วยงานนำโครงการจัดทำรายละเอียดโครงการ
จากเดิมต่างคนต่างเสนอโครงการ แต่แผนแม่บทนี้จะกำหนดโครงการที่จะลงทุนไว้ชัดเจน ไม่มีเปลี่ยนแปลง”

ลงทุน 20 ปีกว่า 2.7 ล้านล้าน

โดยกำหนดกรอบการพัฒนา 20 ปี ใช้เงินลงทุนกว่า 2.7 ล้านล้านบาท โดยรัฐลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน
1.973 ล้านล้านบาท เอกชนลงทุนด้านงานระบบและบริการเดินรถ 729,083 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่

1.ระยะเร่งด่วน (2560-2564) เงินลงทุน 829,802 ล้านบาท รัฐลงทุน 642,802 ล้านบาท
เอกชนลงทุน 187,000 ล้านบาท 2.ระยะกลาง (2565-2569) เงินลงทุน 897,568 ล้านบาท
รัฐลงทุน 692,128 ล้านบาท เอกชนลงทุน 205,441 ล้านบาท 3.ระยะยาว (2570-2579)
เงินลงทุน 975,564 ล้านบาท รัฐลงทุน 638,922 ล้านบาท เอกชนลงทุน 336,642 ล้านบาท

“ให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน เช่น จัดหาหัวรถจักรและล้อเลื่อน ตามแผนใช้เงิน 178,172 ล้านบาท
การเดินรถด้วยระบบไฟฟ้าอาจให้สัมปทานเอกชนดำเนินการ และยังมีระบบรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น”

เพิ่มทางคู่ 2.7 พัน กม.

การพัฒนามี 6 แผนงาน ประกอบด้วย 1.รถไฟทางคู่ในปัจจุบัน รวมระยะทาง 2,777 กม.
เงินลงทุน 426,061 ล้านบาท อยู่ในแผนเร่งด่วน 7 โครงการ 993 กม. 136,462 ล้านบาท
มี สายฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย, จิระ-ขอนแก่น, ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร,
หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์, ลพบุรี-ปากน้ำโพ, มาบกะเบา-จิระ และนครปฐม-หัวหิน

แผนระยะกลาง 7 โครงการ 1,392 กม. ลงทุน 209,256 ล้านบาท มีสายปากน้ำโพ-เด่นชัย,
ขอนแก่น-หนองคาย, จิระ-อุบลราชธานี, ชุมพร-สุราษฎร์ธานี, สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-สงขลา,
หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์และชุมทางศรีราชา-มาบตาพุด และแผนระยะยาว 2 โครงการ 392 กม.
เงินลงทุน 80,343 ล้านบาท มีสายเด่นชัย-เชียงใหม่ กับชุมทางคลองสิบเก้า-อรัญประเทศ

ทุ่ม 5 แสน ล.ตัด 8 เส้นทางใหม่

2.ทางรถไฟสายใหม่ขนาดราง 1 เมตร14 โครงการ 2,352 กม. เงินลงทุน 501,690 ล้านบาท
อยู่ในแผนระยะเร่งด่วน 3 โครงการ 839 กม. เงินลงทุน 167,761 ล้านบาท มีสายเด่นชัย-เชียงของ,
บ้านไผ่-นครพนม และสุราษฎร์ธานี-ท่านุ่น ระยะกลาง 4 โครงการ 642 กม. 184,746 ล้านบาท
มีสายนครสวรรค์-ตาก-แม่สอด, กาญจนบุรี-บ้านภาชี, สงขลา-ปากบารา และบ้านภาชี-อ.นครหลวง
แผนระยะยาว 7 โครงการ 871 กม. 149,183 ล้านบาท มีสายมาบตาพุด-ระยอง-จันทบุรี-ตราด,
อุบลราชธานี-ช่องเม็ก, กาญจนบุรี-บ้านพุน้ำร้อน, นครสวรรค์-บ้านไผ่, ทับปุด-กระบี่, สุราษฎร์ธานี-ดอนสัก
และชุมพร-ระนอง

ไฮสปีด 8 สายเชื่อมภูมิภาค

3.รถไฟความเร็วสูงขนาดราง 1.435 เมตร 8 โครงการ 2,457 กม. เงินลงทุน1.497 ล้านล้านบาท
ระยะเร่งด่วน 3 โครงการ 675 กม. เงินลงทุน 429,437 ล้านบาท มีสายกรุงเทพฯ-ระยอง,
กรุงเทพฯ-นครราชสีมาและกรุงเทพฯ-หัวหิน ระยะกลาง 2 โครงการ 735 กม. 421,783 ล้านบาท
มีสายกรุงเทพฯ-พิษณุโลก กับ นครราชสีมา-หนองคาย ระยะยาว มี 3 โครงการ ระยะทาง 1,047 กม.
เงินลงทุน 646,334 ล้านบาทได้แก่ สายพิษณุโลก-เชียงใหม่, หัวหิน-สุราษฎร์ธานี
และสุราษฎร์ธานี-ปาดังเบซาร์ 4.โครงการคลังเก็บสินค้า (CY) 20 แห่งเร่งด่วน 8 แห่ง ได้แก่
คลองลึก, นาม่วงบ้านกระโดน, หว้ากอ, นาผักขวง, มาบอำมฤต, บ้านสะพลีและหนองปลาดุก
แผนระยะกลาง 9 แห่ง ได้แก่ ศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าโลจิสติกส์นาทา, บ้านตะโก, บุฤาษี,
หนองแวง, บุ่งหวาย, บางกระทุ่ม, วังกะพี้, บางกล่ำและสุไหงโก-ลก ส่วนระยะยาว 3 แห่งที่ ห้างฉัตร
สารภี และหนองสัง

อัพเกรดเดินรถเป็นระบบไฟฟ้า

5.พัฒนาระบบการเดินรถจากดีเซลรางเป็นระบบไฟฟ้า เงินลงทุน 87,152 ล้านบาท
แผนเร่งด่วนเป็นศึกษาจัดทำแผนที่นำทางปรับเปลี่ยนไปสู่การใช้ระบบไฟฟ้าในการเดินรถ
แผนระยะกลาง เงินลงทุน 31,999 ล้านบาท มีก่อสร้างทางรถไฟขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า
สายหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ก่อสร้างและติดตั้งระบบการเดินรถด้วยระบบไฟฟ้าช่วงชุมทาง
บางซื่อ-บ้านภาชี-แก่งคอย-ถนนจิระ ระยะยาว 55,153 ล้านบาท ช่วงชุมทางบางซื่อ-หนองปลาดุก-หัวหิน,
บ้านภาชี-ปากน้ำโพ, บางซื่อ-มักกะสัน-ฉะเชิงเทรา-พัทยา, จิระ-ขอนแก่น, ปากน้ำโพ-พิษณุโลก
และหัวหิน-ชุมพร

6.จัดหารถจักรและล้อเลื่อน 181,233 ล้านบาท แยกเป็นหัวรถจักร 416 หัว รถชุด 1,215 คัน
รถโดยสาร 1,242 คันรถสินค้า 3,890 ล้านบาท ระยะเร่งด่วนใช้เงินลงทุน 86,958 ล้านบาท

สร้างรถไฟครอบคลุม 62 จังหวัด

ผลจากการลงทุนตามแผนแม่บท จะมีโครงข่ายรถไฟเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปัจจุบัน 4,043 กม. เป็น 8,852 กม.
เป็นทางคู่เกือบ 90% รถไฟความเร็วสูงกว่า 2,000 กม. จากเดิมครอบคลุม 47 จังหวัด เป็น 62 จังหวัด
ทำให้ความสามารถในการแข่งขันประเทศขยับจากอันดับที่ 42 เป็น 37

“แผนเร่งด่วนเน้นปรับปรุงทางเดิมให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย สร้างทางคู่ 1 เมตร และเพิ่มสร้างทางสายใหม่
สนับสนุนโลจิสติกส์ประเทศ ที่ปัจจุบันพึ่งพาถนนเป็นหลัก แล้วถึงพัฒนารถไฟความเร็วสูงให้เชื่อมระหว่างภูมิภาค
ไปประเทศใกล้เคียง จากนั้นปรับระบบการเดินรถเป็นระบบไฟฟ้าตามเทรนด์โลก”

เอกชนจี้ลงทุนรถไฟเชื่อมลาว-จีน

ด้านความเห็นของภาคเอกชน มีตัวแทน จ.หนองคาย ให้รัฐเร่งสร้างรถไฟหนองคายเชื่อม สปป.ลาว
เนื่องจากปัจจุบันจีนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจากคุนหมิงมายังเวียงจันทน์แล้ว ร่วม 400 กม.
แล้วเสร็จปี 2564 จะได้ประโยชน์ด้านโลจิสติกส์และท่องเที่ยวมากขึ้น จ.ตาก
ให้เร่งผลักดันโครงข่ายรถไฟเชื่อมระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก
เส้นทางรถไฟสายใหม่จากนครสวรรค์-ตาก-แม่สอดเป็นระยะเร่งด่วน จากเดิมอยู่ในระยะกลาง
ให้สร้างคลังสินค้าที่ จ.ตาก ส่งเสริมเป็นฮับขนส่งภูมิภาคตัวแทน จ.มุกดาหาร ให้เพิ่มโครงการคลังสินค้า
ส่วนผู้แทนจาก จ.นราธิวาส เสนอรัฐลงทุนคลังสินค้าในนราธิวาส และหาดใหญ่

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,297 วันที่ 17 – 20 กันยายน พ.ศ. 2560
ที่มา